RSS
Facebook
Twitter

วันศุกร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2556

วิธีการใช้งาน โปรแกรม Nero
วิธีการใช้งาน โปรแกรม Nero Burning Rom สำหรับมือใหม่

เริ่มต้นการใช้งาน
          โปรแกรม Nero เป็นโปรแกรมใช้สำหรับการจัดการดิสก์ (ซีดี - ดีวีดี) ที่ค่อนข้างสมบูรณ์แบบ วิธีการใช้ก็ครอบคลุมหลายอย่าง สำหรับในส่วนนี้จะขอพูดถึงเฉพาะในส่วนของ การบันทึกข้อมูลก่อนนะครับ เมื่อเริ่มต้นเปิดโปรแกรมขึ้นมาจาก Shotcut Smart Start เราจะเห็นหน้าตาแบบนี้ ซึ่งถ้าดูจากมุมบนด้านขวา จะเห็นตัวเลือก CD หรือ DVD ให้เราคลิกเลือกได้ว่า จะเลือกทำงานเป็น CD หรือ DVD ดังนั้นก่อนเริ่มงานทุกครั้งให้เลือกตรงนี้ก่อนว่าจะเลือกทำงานชนิดใด



          เมื่อมองลงมาอีกแถว จะเป็นส่วนของ ทาส์ก (Task) ต่าง ๆ ที่เป็นรูป ดาว แฟ้ม ตัวโน๊ต ฯ ซึ่งเราจะค่อย ๆ ทำความรู้จักกับเครื่องหมายเหล่านี้ทีละตัวครับเริ่มต้นที่เครื่องหมายรูป "ดาว" (Favorites) ซึ่งหมายถึงรายการคำสั่งต่าง ๆ ที่เราเลือกใช้เป็นประจำ จะถูกนำมารวมไว้ที่นี้ หากต้องการเลือกคำสั่งที่มากขึ้นก็ต้องคลิกเลือกจาก เครื่องหมายอื่น ๆ บน ทาส์กบาร์ ซึ่งขั้นต้นนี้เราจะพูดถึงในส่วนของการบันทึกข้อมูลก่อนเป็นหัวข้อแรก



การบันทึกข้อมูลด้วย Nero
          มีวิธีทำได้สองวิธี คือการเขียนแบบครั้งเดียวและไม่สามารถเขียนต่อได้อีก (No Multisession) หรือ แบบที่สามารถเขียนเพิ่มเติมได้ทีหลัง หากการเขียนลงซีดีครั้งแรกยังใช้พื้นที่ของแผ่นไปไม่หมด (แผ่นซีดีปกติจะมีพื้นที่ 700 MB) ในที่นี่หมายถึงการเขียนแผ่น CD-R
ปกตินะครับ ไม่ได้หมายถึงแผ่น CD-RW หรือ DVD-RW

          เริ่มต้นด้วยการ คลิกเลือกที่ ทาส์กบาร์รูปแฟ้ม (ตามภาพ) จะเห็นคำสั่งย่อย 2 ตัวคือ "สร้างดิสก์ข้อมูล" และ "สร้างเอาดิโอซีดี และ CD ข้อมูล" ซึ่งหมายถึงการบันทึกข้อมูลโหมดผสม (Mix Mode) ระหว่าง Audio (เพลง) และ Data (ข้อมูล) ลงในแผ่นซีดี เดียวกันซึ่งมีวิธีการทำเหมือนกันทั้งสองคำสั่ง

วิธีแรก การเขียนข้อมูลแบบครั้งเดียว
          เริ่มต้นทำงาน คลิกเลือกที่ (1) สร้างดิสก์ข้อมูล หรือ (2) สร้างเอาดิโอซีดี และ CD ข้อมูล ตามต้องการ แต่ในตัวอย่างนี้ขอเลือกที่ (1)



เมื่อคลิกเลือกคำสั่งจะเข้าสู่หน้าต่าง Nero Express ซึ่งมีส่วนประกอบสำคัญๆ ดังนี้
1. เปลี่ยนชื่อดิสก์ได้ ตามชอบใจโดยโปรแกรมจะตั้งชื่อดิสก์เริ่มต้นมาให้เป็น "ดิสก์ของฉัน" เสมอ
2. เพื่อสลับไปใช้โหมด Nero Burnning Rom ซึ่งสามารถปรับแต่งค่าต่าง ๆ ได้ตามชอบใจ แต่จะขอพูดถึงในหัวข้อต่อไป
3. ปุ่ม “เพิ่ม” ใช้เพื่อนำข้อมูลมาเตรียมเพื่อเขียนลงแผ่น
4. ดูปริมาณข้อมูลที่นี่ ซึ่งต้องไม่เกิน 700 MB (ขีดสีแดง) แต่ดีที่สุดไม่ควรให้เกิน 650 MB (ขีดสีเหลือง)

คลิกปุ่ม "เพิ่ม" เพื่อเริ่มงานต่อไป



ซึ่งจะเข้าสู่หน้าต่าง "เลือกไฟล์และโฟลเดอร์" ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
1. เลือก โลเคชัน ที่ต้องการเพื่อทำการเลือกไฟล์และโฟลเดอร์เพื่อมาบันทึก ตามตัวอย่างจะเลือกไฟล์ต่าง ๆ จาก โลเคชัน My Docunment

2. รายละเอียดของ ไฟล์และโฟลเดอร์ต่าง ๆ จะปรากฏในช่องนี้ (2) หากต้องการไฟล์หรือโฟลเดอร์ไหนก็ให้ทำการคลิกเลือก (แถบสีทึบ)

3. คลิกที่ปุ่ม "เพิ่ม" เพื่อนำไฟล์หรือโฟลเดอร์ที่ต้องการเข้าสู่โปรแกรมเพื่อเตรียมเขียนลงแผ่น หากต้องการเพิ่มไฟล์อื่น ๆ ก็สามารถหาเพิ่มได้จาก โลเคชั่น > เลือกไฟล์ > และ “เพิ่ม” จนกว่าจะได้ไฟล์ที่ต้องการครบ

4. คลิกที่ปุ่ม "จบแล้ว" เพื่อจบการทำงาน และกลับเข้าสู่หน้าต่าง Neor Express เพื่อทำการเขียนลงแผ่นซีดี



กลับมาสู่หน้าต่าง Nero Express ไฟล์ที่เลือกมาแล้วจะมาแสดงอยู่ในช่อง (1) ส่วนปริมาณพื้นที่จะแสดงผลอยู่ในช่องที่ (2) ถ้าต้องการเขียนลงแผ่นเลย ให้คลิกที่ปุ่ม "ต่อไป" (3)



ตามภาพ
- เลือกไดร์ฟซีดีที่จะเขียน (หากมีเครื่องเขียนซีดีมากกว่า 1 ตัว) หรือเลือก "Image Recorder" เพื่อบันทึกเป็นอิมเมจไฟล์
- เลือกความเร็วในการเขียน
- เลือก "สำเนา" หมายถึง จำนวนที่จะเขียนกี่แผ่น
- ติ๊กเครื่องหมายถูกในช่อง "อนุญาตไฟล์ให้เพิ่มภายหลังได้" หากต้องการนำแผ่นซีดีที่เขียนแล้ว มาทำการเขียนเพิ่มต่อที่หลัง (มัลติเซสชั่น) ในกรณีที่การเขียนครั้งแรกยังใช้พื้นที่ของแผ่นซีดีไปไม่หมด
- คลิกเลือก "เบิร์น" เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการเขียนลงแผ่นซีดี เป็นอันเสร็จสิ้นครับ 



การเขียนเป็น อิมเมจไฟล์ (Image File)
          อิมเมจไฟล์ คือไฟล์เสมือนที่จะถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเก็บข้อมูลต่าง ๆ ในรูปแบบ (Format) ของต้นฉบับเดิม หรือที่จะสร้างขึ้นมา ตัวอย่างเช่น ปัจจุบันเราต้องการสร้างแผ่นซีดีข้อมูล หากเราจะนำมาสร้างเป็นอิมเมจไฟล์ก็จะได้ไฟล์ ไฟล์หนึ่งซึ่งเป็นเสมือนซีดีแผ่นที่เราต้องการจะสร้างขึ้นมา โดยมีข้อมูลต่าง ๆ อยู่ภายในเหมือนแผ่นซีดีทั่ว ๆ ไป แต่จะถูกจัดเก็บไว้เป็นไฟล์ ๆ หนึ่งเท่านั้น

การเปิดอิมเมจไฟล์ที่เป็นรูปแบบซีดี หรือ ดีวีดี ต้องใช้โปรแกรมเฉพาะเปิดเท่านั้น (จะอธิบายในตัวอย่างต่อไป)

ตามตัวอย่าง
ในช่อง "เครื่องบันทึกปัจจุบัน" ให้เลือก "Image Recorder" แล้วกดปุ่ม "เบิร์น" เพื่อทำการบันทึก



          จะเข้าสู่หน้าต่าง "บันทึกอิมเมจไฟล์" ให้ทำการ (1) ตั้งชื่อไฟล์ตามต้องการ (2) เลือกที่เก็บ อิมเมจไฟล์ และ (3) กดปุ่มบันทึก ก็จะกลับเข้าสู่การเขียนเป็น "อิมเมจไฟล์" เป็นอันสิ้นสุดการทำงาน



การบันทึกข้อมูลแบบนำมาบันทึกต่อได้อีกครั้ง (Multisession)
          สำหรับวิธีการทำงานขั้นต้นยังคงเหมือนเดิมทุกประกัน ตั้งแต่เปิดโปรแกรม – เลือกคำสั่ง – การเลือกไฟล์ที่จะเขียน – การเพิ่มไฟล์ – การสั่งเขียนลงแผ่นซีดี จะแตกต่างกันในขั้นตอนการเขียนลงแผ่นซีดี เพียงเล็กน้อย โดยการคลิกเลือกในช่อง "อนุญาตไฟล์ให้เพิ่มภายหลังได้" เท่านั้น 



          ในการทำงานสำหรับดิสก์ใหม่ที่ทำการบันทึก และทำมัลติเซสชั่นครั้งแรก หรือดิสก์ที่เคยบันทึกแบบมัลติเซสชั่นมาแล้ว จะมีคำเตือน (ตามตัวอย่าง) นี้ขึ้นมา ไม่ต้องไปใส่ใจอะไรเพียงแต่คลิก Yes เท่านั้น 



ก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการเขียนลงแผ่นซีดี ถือเป็นการสิ้นสุดการทำงาน และการทำมัลติเซสชั่นนั้นสามารถทำได้เรื่อย ๆ จนเต็มความจุของแผ่นซีดี



การเขียนแผ่นซีดีด้วย Nero Burning Rom
          อีกวิธีของการเขียนแผ่นซีดีซึ่งถือได้ว่าเป็นฟังชั่นเก่าแก่ของโปรแกรมคือ Nero Burning Rom ซึ่งใช้งานได้ง่าย ๆ ปรับแต่งค่าต่าง ๆ ได้หลากหลาย ก่อนที่เราจะเข้ามาดูถึงวิธีการทำงานกัน เรามาดูถึงการเปิดโปรแกรมขึ้นมาก่อนนะครับ ซึ่งทำได้ 2 วิธีคือ

เปิดขึ้นมาจาก Smart Start แล้วคลิกตามภาพ (ตรงลูกศร)



จากนั้นก็จะเข้าสู่ หน้าต่าง Smart Start แบบเต็มรูปแบบ ให้คลิกเลือกที่ Nero Burning Rom



หรือเลือกเปิดจาก Start > All Programs > Nero > Nero Ultra Edition > Nero Burnning Rom ตามภาพ



เมื่อเปิดโปรแกรมขึ้นมาจะเข้าสู่หน้าต่าง "การคอมไพล์ใหม่" ซึ่งมีส่วนประกอบสำคัญๆ อยู่ 3 ส่วนดังนี้

- ในกรอบสีชมพู เป็นส่วนของ ซีดีโหมด ( Cd Mode ) ซึ่งจะให้เราเลือกได้อิสระ ว่าจะทำเป็น ซีดีข้อมูล ( CD-Rom ISO ) หรือ ซีดีเพลง วีดีโอซีดี หรืออื่น ๆ การเขียนแผ่นซีดี ไม่ว่าจะเลือกโหมดใดก็ตาม สามารถใช้คำสั่งเขียนได้เหมือน ๆ กัน

- ในกรอบสีเขียว เป็นส่วนของการปรับแต่งค่าต่าง ๆ อาทิเช่น แท๊ปมัลติเซสชัน สามารถเลือก เริ่มทำมัลติเซสชัน สำหรับการบันทึกลงซีดีครั้งแรก หรือเลือกทำมัลติเซสชั่นต่อ สำหรับ CD-R ที่เคยบันทึกแบบมัลติเซสชั่นมาก่อนแล้ว หรือเลือก ไม่มีมัลติเซสชั่น หากไม่ต้องการนำซีดี มาเขียนเพิ่มภายหลัง

- กรอบที่สามสีส้ม เป็นกรอบสำหรับสร้างงาน โดยคลิกที่ปุ่ม "สร้าง" หรือยกเลิกการทำงานโดยคลิกที่ปุ่ม "ยกเลิก" หรือเปลี่ยนกลับไปเขียนซีดี ด้วย Nero Express



สำหรับรายละเอียดในกรอบสีเขียวตรงกลาง มันแท๊ปที่สำคัญอยู่ 3 ส่วนคือ แท๊ปมัลติเซสชั่น ซึ่งได้อธิบายไปแล้วด้านบน ส่วนแท๊ปต่อมาที่น่าสนใจคือ "เลเบล"

1. โวลุ่มเลเบล การตั้งชื่อแผ่นซีดี จะตั้งชื่อได้เป็นภาษาอังกฤษตัวพิมพ์ใหญ่เท่านั้น

2. เอาเครื่องถูกในกรอบสี่เหลี่ยมออก หากต้องการเขียนชื่อของแผ่นซีดี เป็นภาษาไทย โดยจะเขียนลงไปได้ในช่อง "โจเลียต"

ถ้าไม่เขียน ชื่อซีดี เมื่อนำมาเปิดด้วยคอมพิวเตอร์จะแสดงผลชื่อเป็นภาษาอังกฤษที่เขียนลงไว้ใน "โวลุ่มเลเบล" เท่านั้น



แท๊ป "เบิร์น"

1. เลือกที่ "เขียน"

2. เลือกความเร็วในการเขียน

3. เลือกจำนวนสำเนา ว่าต้องการจะเขียนกี่แผ่น จากนั้นเลือกที่ "สร้าง" (4) เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการเลือกไฟล์เพื่อนำมาเขียน



เมื่อเลือกคำสั่ง "สร้าง" จะเข้าสู่หน้าต่าง Nero Burnning Rom ซึ่งจะประกอบด้วยส่วนสำคัญต่างๆ ดังนี้
          "โปรแกรมเรียกดูไฟล์" (1) ซึ่งจะแสดงส่วนต่าง ๆ ของคอมพิวเตอร์ซึ่งเราสามารถคลิกเลือกเพื่อดูไฟล์ต่าง ๆ ที่เก็บไว้ได้โดยไฟล์ต่าง ๆ เหล่านั้นจะไปแสดงรายละเอียดใน (2) ให้ทำการคลิกเลือกไฟล์หรือโฟลเดอร์ต่าง ๆ ที่ต้องการ (แถบสีทึบ)

          "ISO 1" เมื่อทำการคลิกเลือกไฟล์ที่ต้องการได้แล้ว ให้คลิกซ้ายค้างไว้ แล้วยกมาใส่ในช่อง (3) ซึ่งจะแสดงรายการไฟล์ที่ทำการเขียนลงแผ่นซีดี โดยปริมาณข้อมูลจะแสดงให้เห็นในแถบด้านล่าง (4)



เมื่อเลือกได้ตามที่ต้องการให้ทำการคลิกเลือกที่เครื่องหมาย "เบิร์น" (ตามภาพ) เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการเขียนลงแผ่น 



จากนั้นจะกลับเข้าสู่หน้าต่าง "การคอมไพล์ใหม่" อีกครั้งหนึ่งซึ่งสามารถตรวจดูรายละเอียดต่าง ๆ ได้อีกครั้งหนึ่ง เมื่อพอใจแล้วให้คลิก "เบิร์น" เพื่อทำการเขียนลงแผ่นซีดี 

1. ติดตั้งโปรแกรม
2. เปิดโปรแกรม แล้วใส่ Serial NO ให้เรียบร้อย
3. ใส่แผ่น CD MP3 เข้าไปในไดรฟ์ CD rom
4. ทำตามภาพเลยครับ


ที่เมนู file เลือก learn wizard


เลือกตามต้องการ แล้ว next ไป









วันพุธที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2556



++กรุณาอ่านให้ครบทุกตัวอักษร มิฉะนั้นอาจจะไม่เข้า(ถ้าคุณดูแต่ภาพ)++ 
 **ก่อนอ่าน ถ้าท่านต้องการจะย้อนหลังการทำงานในโปรแกรม(ถ้าใครขี้เกรียดลบหรือแก้)**
กด Ctrl + Z กดที่ละตัวน่ะค่ะ  

เปิดโปรแกรม
 


ดูตรงแถบเครื่องมือ
 

จริงๆแล้วมันมีเครื่องมือให้เล่นเยอะกว่านั้นคะ
-คุณเคยสังเกตุกันหรือเปล่าว่าโปรแกรมนี้จะมี 2 เลเยอร์ให้เลือก สร้าง
++ 2 เลเยอร์ที่ว่า นั้นก็คือ เลเยอร์ลงสี กับเลเยอร์เส้น(เส้นในที่นี้ก็คือเส้นที่จะวาดอ่ะค่ะ) ++
 

 *วิธีการสร้างเลเยอร์ก็กดลงไปที่เลเยอร์เส้น(เพื่อวาด)พอวาดเสร็จก็กดเลเยอร์สี(เพื่อที่จะลงสีคะ)*
 


สังเกตุที่แถบเครื่องมือ เปลี่ยนไปแล้ววว O_O!(ที่นี้เราก็มีเครื่องมือให้เล่นเพิ่มขึ้นแล้ว)

ต่อมาเราก็จะมาวาดเส้นโดยใช้เครื่องมือ Pen(จะวาดเป็นรูปอะไรก็ได้ค่ะอยากพึ่งไปสนใจว่าสวยหรือไม่สวย)
++ กดสร้างเลเยอร์เส้นก่อนน่ะค่ะแล้วค่อยวาด++
 

**พระเอกของงานออกแล้ววว**
++ที่นี้แหละจากเส้นที่ไม่สวยไม่ตรงก็จะกลายเป็นเส้นที่สวย ตรงตามต้องการของเราแล้ว++ 
โดยเราจะมา ดัดเส้น กันค่ะ
(ใครที่เคยใช้โปรแกรม Adobe Illustrator หรือ พวก โปรแกรม Adobe Flash อาจจะคุนๆอยู่น่ะค่ะ)
เราจะมา ดัดเส้น โดยใช้เครื่องมือ Edit กันค่ะ 
(ถ้าแปลความหมายจริงๆก็คือ เราจะมา แก้ไขเส้นที่วาด คะ)
 

ถึงตอนนี้อยากได้เส้นแบบไหน จะโค้ง จะ ตรง ก็ดัดกันตามสบายเลยค่ะ
  

 **วิธีเลือก ขนาดหัว บรัช**
 
  **ถ้าของใครไม่มีขึ้น กรุณา กด ตรง - Advanced Settings ให้เป็น  +Advanced Settings  คะ **
พอเรา ดัดเส้น  ได้ตามต้องการแล้วเราก็จะมาลงสีกันค่ะ
++กด สร้างเลเยอร์สีก่อนค่ะ ++ (เลเยอร์สีต้องอยู่ล่างเลเยอร์เส้นน่ะคะ)
 

++การลงสีจะมีหลายแบบคะ จะลงสีแบบ ใช้ บรัช ต่างๆนาๆ เป็นต้น++
แต่วันนี้จะสอนวิธีการลงสีอีกแบบหนึ่งคะ โดยใช้เครื่องมือ SelPen ค่ะ
**สีม่วงๆที่ระบายลงไปนั้นก็คือ การกำหนดพื้นที่ที่จะลงสีค่ะ**
 

ต่อมาเราก็จะมาเท สี กันคะ เลือกสีที่ต้อง แล้วกดใช้เครื่องมือ Bucket 
(สังเกตุว่าสีม่วงๆจะหายไปแล้วคะจะมีลอย ประ ขึ้นมาแทน) จากนั้นก็เทสีลงไปเลยยย
 

 ++วิธีทำให้เส้น ประ หายหลังจากเราลงสีไปแล้ว++
 

 วิธีต่อไปนี้กั้งรู้มาจากบล๊อกของพี่พิมค่ะ  http://skungk.exteen.com/20091101/how-to-sai จิ้มเพื่ออ่านอย่างระเอียด

ลงสีเสร็จแล้วจะสังเกตุว่าสีเรียบเหลือเกิน
 

 กรุณามองไปทางด้าน ซ้ายมือค่ะ จะมีแทบที่เขียนว่า Paints Effect อยู่ แล้วก็จะมีหัวข้อย่อยลงไปอีก
หัวข้อย่อยก็จะมี Texture และก็ Effect  ปรับตามสบายเลยค่ะ
**ถ้าของใครไม่มีขึ้นหัวข้อย่อย กรุณา กด ตรง + Paints Effect ให้เป็น  - Paints Effect คะ **

เสร็จแล้ววววววววววววววววววววว


วันจันทร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2556

สำหรับเวอร์ชั่นเบื้องต้นที่เราจะเริ่มใช้งาน flash ในที่นี้ก็คือเวอร์ชั่น flash cs3 ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นที่ผมยังคงใช้งานได้ดีอยู่แม้เวอร์ชั่น flash cs4 จะออกมาแล้วก็ตาม (แนะนำให้หาหนังสือ flash พื้นฐานการใช้งานโปรแกรมอ่านเพิ่มเติมสำหรับคนที่ยังไม่เคยใช้โปรแกรม flash เพราะผมคงไม่สามารถอธิบายทุกเมนูหมดได้ในช่วงเริ่มต้น เพราะจะทำให้เริ่มในส่วนของการเขียน actionscript ได้ช้าครับ)

สิ่งที่จะได้เรียนรู้ในบทเรียนนี้
1. การเริ่มต้นสร้างไฟล์แฟลช
2. รู้จักไฟล์ประเภทต่างๆ
3. รู้จักนามสกุลที่ถูกนำไปใช้
4. วิธีสร้างไฟล์ที่จะนำไปใช้
5. การนำไฟล์ swf ไปใช้งาน

โดยหน้าตาเริ่มต้นเมื่อเปิดโปรแกรม จะเป็นดังต่อไปนี้



โดยเริ่มต้นเราสามารถทำการสร้างไฟล์ flash ได้ 3 วิธีคือ
1. การสร้างผ่านเมนู File แล้วจึงเลือก ผ่านเมนู New



เมื่อทำการกดปุ่ม New จะมีให้เลือกสร้างไฟล์ จาก 2 หมวดดังต่อไปนี้

ทำการสร้างเอกสารประเภทต่างๆ



ทำการสร้างไฟล์จากเทมเพลตที่ได้จัดเตรียมไว้แล้ว



สำหรับอีก 2 วิธีคือ
2. การสร้างโดยกดปุ่ม Shortcuts คือ <Ctrl+N>
3. สร้างผ่านหน้าต่าง ด้านล่าง ซึ่งจะขึ้นเมื่อเปิดโปรแกรม flash



โดยวิธีที่ 3 นี้จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ
Open Recent Item - แสดงไฟล์ล่าสุดที่ได้ทำการแก้ไข
Create New - สร้างเอกสารไฟล์ประเภทต่างๆ
Create from Template - สร้างไฟล์แฟลช จากเทมเพลตที่โปรแกรมได้เตรียมไว้ให้แล้ว

ซึ่งจะเห็นว่า สามารถเลือกสร้างไฟล์ได้เช่นเดียวกับวิธีที่ 1 แต่ถ้าเราติ๊กตรงช่อง Don't show again หน้าต่างนี้ก็จะไม่ถูกแสดงอีกเมื่อเปิดโปรแกรมในครั้งถัดไป

คำอธิบายของเอกสารต่างๆ



Flash File (ActionScript 3.0) - เริ่มต้นสร้างไฟล์แฟลชโดยใช้ actionscript เวอร์ชั่น 3.0
Flash File (AtcionScript 2.0) - เริ่มต้นสร้างไฟล์แฟลชโดยใช้ actionscript เวอร์ชั่น 2.0
Flash File (Mobile) - เริ่มต้นสร้างไฟล์แฟลชโดยใช้งานสำหรับ มือถือ (flash lite)
ActionScript File - ทำการสร้างไฟล์สำหรับเขียน actionscript ทั้ง 2.0 และ 3.0
ActionScript Communication File - ทำการสร้างไฟล์ actionscript สำหรับใช้บนเซิรฟ์เวอร์
Flash JavaScript File - ทำการสร้างไฟล์ JSFL (เหมาะสำหรับการเขียนคำสั่งเพื่อทำงานแบบอัตโนมัติเพื่อใช้งานซ้ำๆในการจัดการต่างๆ)
Flash Project - ทำการสร้างไฟล์โปรเจกต์ ซึ่งรวบรวมรายชื่อไฟล์ทั้งหมดของโปรเจกต์นั้นๆ

ส่วนการสร้างไฟล์แฟลชจาก เทมเพลตนั้น จะเป็นเทมเพลตที่เตรียมมไว้ให้สำหรับการสร้าง แบนเนอร์โฆษณา, แฟลชบนมือถือ, สไลด์โชว์ และแบบสอบถาม ซึ่งสามารถทดลองสร้างดูได้

-----------------------------------
ทดลองสร้างไฟล์ flash
   เมื่อเรารู้วิธีสร้างไฟล์แฟลช แล้วให้เราทดลองทำการสร้างไฟล์แฟลชดูจากวิธีใดวิธีหนึ่ง โดยทดลองกด <Ctrl+N> แล้วเลือกเอกสารประเภท Flash File (ActionScript 2.0) จะได้หน้าตาดังตัวอย่าง



ซึ่งเราจะอธิบายองค์ประกอบต่างๆในหัวข้อถัดไป แต่ตอนนี้เราจะลองทำการเซฟไฟล์แฟลช และทำการสร้างไฟล์แฟลชที่ถูกนำไปใช้จริงกันก่อน โดยทำการเซฟไฟล์แฟลชที่เพิ่งถูกสร้างขึ้น โดยเเลือกเมนู File-->Save หรือกด <Ctrl+S> เพื่อทำการเซฟเอกสาร โดยในที่นี้เซฟไฟล์ชื่อว่า testCreateFla



โดยไฟล์แฟลชจะมีนามสกุลคือ  ".fla"  และตอนเซฟไฟล์นั้น เราสามารถเลือกเซฟย้อนกลับไปได้อย่างน้อย 1 เวอร์ชั่น (cs3 คือเวอร์ชั่น 9 ฉะนั้นสามารถเซฟเป็นเวอร์ชั่น 8 ได้)

ข้อควรรู้ - เมื่อเปิดไฟล์แฟลชคนละเวอร์ชั่นกับตอนที่เซฟ เราสามารถนำแฟลชที่ถูกเซฟจากเวอร์ชั่นเก่ากว่า มาเปิดในโปรแกรมแฟลชเวอร์ชั่นใหม่กว่าได้ แต่เราไม่สามารถเอาไฟล์แฟลชที่ถูกเซฟจากเวอร์ชั่นที่ใหม่กว่าไปเปิดยังโปรแกรมแฟลชเวอร์ชั่นที่เก่ากว่าได้ (ฉะนั้นไฟล์ที่ถูกเซฟจาก cs3 จะไม่สามารถนำไปเปิดในแฟลชเวอร์ชั่น 8 ได้ ดังนั้นต้องเซฟให้ตรงกับเวอร์ชั่นที่จะนำไปเิปิด ไม่งั้นแฟลชจะเตือนว่าไม่สามารถเปิดได้)

เมื่อทำการเซฟไฟล์เสร็จแล้ว เราจะทำการสร้างไฟล์ swf ขึ้นมา ซึ่งจะเป็นไฟล์ที่ถูกนำไปใช้จริงทั้งงานออฟไลน์ (เปิดบนเครื่อง) และงานออนไลน์ (บนเว็บไซต์)

โดยเราสามารถทำการสร้างได้ 3 วิธีคือ
1. ทำการกดทดสอบโดยการกด <Ctrl+Enter> ซึงจะได้เฉพาะไฟล์ประเภท swf เท่านั้น
2. เลือกเมนู File --> publish โดยจะได้ไฟล์ทั้งหมดตามที่เราเลือกเอาไว้
3. เลือกเมนู File --> export โดยจะได้ไฟล์ตามนามสกุลที่เราเลือก


1. การสร้างไฟล์ swf ด้วยการกดทดสอบโดยการกด <Ctrl+Enter>
โดยวิธีแรกนั้น เมื่อทำการกดปุ่ม <Ctrl+Enter> จะได้ผลลัพธ์ดังต่อไปนี้




เนื่องจากเราไม่ได้ทำการวาดหรือวางอะไรลงไป จึงเห็นผลลัพธ์เป็นเพียงพื้นที่สีขาวเท่านั้น และเมื่อเราลองดูในโฟลเดอร์ที่เราได้ทำการบันทึกไฟล์ testCreateFla.fla เอาไว้ จะเห็นว่า ไฟล์ testCreateFla.swf ได้ถูกสร้างขึ้นที่เดียวกัน



2. การสร้างไฟล์ swf และอื่นๆด้วยการเลือกเมนู publish 
สำหรับวิธีนี้เราสามารถเลือกสร้างไฟล์นามสกุลอื่นๆ นอกจาก swf ได้ โดยจะมี 3 เมนูดังต่อไปนี้



Publish  Settings... - เลือกนามสกุลไฟล์ที่ต้องการสร้างเมื่อกด publish รวมถึงเซตค่าต่างๆ
Publish Preview - เลือกดูผลลัพธ์แต่ละประเภท โดยจะเลือกดูได้เฉพาะที่เลือกไว้ในเมนู Publish Setting เท่านั้น
Publish - ทำการสร้างไฟล์นามสกุลต่างๆทั้งหมด ตามที่ได้เลือกไว้ใน Publish Setting

ทดลองเลือกเมนู Publish Setting จะขึ้นให้เลือกเซตค่าต่างๆ



ซึ่งเมนู tab แรกจะเป็นการเซตนามสกุลของไฟล์ที่จะถูกสร้างขึ้น ประกอบด้วย
Flash (.swf) - ไฟล์แฟลช
็HTML (.html) - ไฟล์ html ที่จะถูกฝังโค้ดแฟลชให้โดยอัตโนมัติ
Gif Image (.gif) - ไฟล์ภาพประเภท gif
JPEG Image (.jpg) - ไฟล์ภาพประเภท jpg
PNG Image (.png) - ไฟล์ภาพประเภท png
Window Projector (.exe) - ไฟล์โปรเจกเตอร์นามสกุล exe
Macintosh Projector - ไฟล์โปรเจกเตอร์เครื่อง Macintosh นามสกุล app
QuickTime with Flash Track (.mov) - ไฟล์วิดีโอนามสกุล mov เปิดด้วย QuickTime Player

สำหรับช่อง File นั้นเราสามารถระบุชื่อที่ต้องการให้สร้างลงไปได้ เนื่องจากว่าบางครั้งเราอาจจะเซฟ fla เป็นหลายๆชื่อเพื่อเก็บไฟล์เก่าไว้ แต่ไม่ต้องการให้ไฟล์ผลลัพธ์ที่ถูกสร้างขึ้นเปลี่ยนชื่อตาม และเสียเวลาต้องมาแก้ชื่อทีหลัง จึงมีช่องนี้ไว้ให้ระบุชื่อที่ต้องการรวมถึงพาธที่จะสร้างไฟล์ ลงไปได้

ข้อควรรู้- มักมีคำถามๆอยู่บ่อยๆว่า จะนำแฟลชไปเปิดเครื่องที่ีไม่มี flash player ได้อย่างไร ถ้าเครื่องนั้นไม่ได้ลง flash player ให้กับบราวเซอร์(ปกติ flash player จะถูกลงในบราวเซอร์อย่างเช่น ie, firefox หรือ safari โดยสามารถโหลดได้ที่เว็บ adobe หรือลงโปรแกรม flash)  ซึ่งปกติถ้าเราลงแฟลชที่เครื่องคอมนั้นๆ โปรแกรมจะลง flash stand alone player ให้ซึ่งสามารถใช้เปิดไฟล์นามสกุล swf ได้เลย แต่ถ้าไม่มีทั้งสองเงื่อนไข เราสามารถเลือก publish ไฟล์เป็นนามสกุล .exe สำหรับเครื่อง pc หรือ .app สำหรับเครื่อง mac ซึ่งจะสามารถเปิดได้เลยโดยไม่ต้องมี flash player หรือ flash stand alone player

สำหรับ tab ที่ 2 นั้น



จะสามารถปรับค่าได้คือ
Version ปรับเวอร์ชั่นของ Flash Player ที่จะเล่น ซึ่งบางครั้งเมื่อมีการนำงานที่เซฟจากเวอร์ชั่นเก่ามา ก็จะถูกกำหนดเป็น Flash Player เวอร์ชั่นเก่าที่ใช้ในการเล่น ซึ่งสามารถปรับได้จากช่องนี้ หากต้องการใช้ ActionScript ที่เพิ่มมาใน flash player เวอร์ชั่นใหม่ๆ
Load order จะเป็นลำดับในการคอมไพล์ไฟล์ swf รวมถึง action script โดยจะไล่ลำดับจากระดับล่างขึ้นมาระดับบน หรือจากระดับบนลงไปด้านล่าง (ลำดับในที่นี้มีทั้งลำดับการจัดเรียงของเลเยอร์ และการซ้อนกันของระดับไทม์ไลน์)
ActionScript version เป็นการตั้งค่าเวอร์ชั่นของ ActionScript ที่จะใช้ในการเขียนโปรแกรม โดยจะมีตั้งแต่เวอร์ชั่น 1-3 โดยส่วนใหญ่จะใช้ 2 หรือ 3 เป็นหลัก
Options :
- Generate size report สร้างรายงานรายการขนาดของข้อมูลในแฟลช โดยสร้างรายงานออกมาเป็นไฟล์
- Protect from import ป้องกันผู้อื่นจากการอิมพอรต์ไฟล์ swf และแปลงมันกลับไปเป็นเอกสาร FLA โดยจะให้คุณสามารถใช้รหัสในการปกป้องไฟล์ swf ของคุณได้
- Omit trace actions ยกเลิการแสดงค่าผ่านคำสั่ง trace ในไฟล์ swf  โดยเมื่อเลือกคำสั่งนี้ จะทำให้ไม่มีผลลัพธ์จากคำสั่ง trace แสดงผ่านทางหน้าต่าง output
- Permit debugging ยืนยันการใช้งาน debugger (ไว้ตรวจสอบข้อผิดพลาด) และยอมให้ตรวจสอบข้อผิดพลาดระยะไกล (remote) ไฟล์ swf ได้ ซึ่ง คุณสามารถใช้รหัสในการปกป้องไฟล์ swf ของคุณได้
- Compress movie ทำการบีบอัพขนาด swf เพื่อลดขนาดของไฟล์และจำนวนครั้งในการดาวน์โหลด ซึ่งจะมีประโยนช์เมื่อไฟล์ข้อความ หรือไฟล์ ActionScript (สามารถใช้งานได้ในเวอร์ชั่น 6 หรือเวอร์ชั่นสูงกว่าเท่านั้น)
- Optimize for Flas Player 6 r65  ถ้าคุณเลือก Flash Player เป็น เวอร์ชั่น 6 จะสามารถเลือกตัวเลือกนี้ได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของ action script มากขึ้น
- Export hidden layers ทำการ export เลเยอร์ที่ถูกซ่อนในเอกสาร Flash ทั้งหมด ถ้าไม่เลือกตัวนี้ เลเยอร์ที่ถูกปิดดวงตาซ่อนไว้ จะไม่ถูก export ออกไปด้วย
- Export SWC ทำการ export ไฟล์ .swc ซึ่งถูกใช้สำหรับสร้างคอมโพเนนต์, ไฟล์ .swc จะบรรจุคลิปซึ่งถูกคอมไพล์แล้ว, ไฟล์คลาส ActionSCript สำหรับคอมโพเนนต์ และไฟล์อื่นๆซึ่งใช้กับคอมโพเนนต์

Password : ช่องกรอกรหัสผ่าน เมื่อเลือก Option ที่สามารถกรอกรหัสผ่านได้
Script time limit : เวลาที่ flash จะใช้ในการทำงาน action  script ก่อนจะหยุดทำงานกรณีพบปัญหาอย่างเช่นสคริปต์ทำงานไม่จบ
JPEG quality : คุณภาพของไฟล์ภาพ JPEG
Audio stream : ปรับค่าเสียงประเภท stream
Audio event : ปรับค่าเสียงประเภท event
- Override sound settings ทำการยกเลิกการเซตค่า สำหรับเสียงซึ่งถูกเลือกในส่วนของเสียงในหน้าต่าง Property inspector, หากต้องการทำให้ไฟล์ swf มีขนาดเล็กลงให้เลือกตัวเลือกนี้
Note : ถ้า Override Sound Settings ไม่ถูกเลือก แฟลชจะแสกนเสียงประเภทสตรีททั้งหมดในเอกสาร (รวมถึงเสียงในวิดีโอที่ถูกอิมพอรต์เข้ามาด้วย และจะทำการพลับบริชเสียงประเภทสตรีมทั้งหมด
ที่ระดับสูง ซึ่งจะทำให้ขนาดไฟล์ใหญ่ขึ้น ถ้าเสียงประเภทสตรีมเสียงหนึ่งหรือมากกว่านั้น มีปริมาณการตั้งค่าให้ export ที่ระดับสูง
- Export device sounds สำหรับการส่งออกเสียงที่เหมาะสมสำหรับอุปกรณ์อย่างเช่นอุปกรณ์มือถือ แทนที่จะใช้เสียงเริ่มต้นจากในไลบราลี่ ให้ติ๊กเลือก Export Device Sound แทน
Local playback security : ทำการเลือกรูปแบบความปลอดภัยให้กับไฟล์ swf โดยตัวเลือก Local Access Only จะทำให้ swf นั้นสามารถกระทำได้กับเอกสารและทรัพยากรต่างๆที่อยู่บนระบบ local เท่านั้น (ไม่ได้เชื่อมกับเนตเวิรก์)
แต่ถ้าเลือก Access Network Only จะทำให้ไฟล์ swf สามารถทำงานร่วมกับไฟล์หรือทรัพยากรอื่นๆบนระบบเนตเวิรก์ได้

สำหรับ tab ที่ 3 จะเป็นการปรับค่าเกี่ยวกับ html ต่างๆ (กรณีเลือก publish html ด้วย โดยจะแปะ swf ไปให้เลย)



Template : เป็นการเลือกว่า flash นี้ใช้กับเทมเพลตประเภทไหนบ้าง เช่นมือถือ, การใช้งานแบบ full screen, การใช้งานกับคำสั่ง fscommand โดยปกติจะเลือก Flash Only เป็นหลัก แล้วจึงไปแก้ไขใน html อีกทีหนึ่ง
Dimension : เป็นการปรับโหมดการแสดงผลของ swf โดยเลือกให้แสดงผลเท่ากับขนาด Stage ที่สร้างงาน หรือ pixel ที่ำกำหนด หรือหน่วยเป็น percent
Playback : เป็นการเลือกรูปแบบการเล่นของไฟล์ swf โดยมี 4 ตัวเลือกคือ
- Paused at start เป็นการหยุดการเ่ล่นอนิเมชั่นเอาไว้ในตอนเริ่มต้น ถ้าไม่เลือก swf จะเริ่มเล่นไปตามปกติ
- Display menu จะเป็นการแสดงหรือไม่แสดงเมนู เมื่อคลิกเมาส์ขวาบน swf
- Loop เป็นการกำหนดอนิเมชั่นว่าจะวนกลับมาเล่นใหม่เมื่อจบเฟรมสุดท้ายหรือไม่
- Device font เป็นการกำหนดว่าจะใช้ฟอนต์ทั่วไปหรือไม่
Quality : เป็นการกำหนดคุณภาพที่จะแสดงผล
Window Mode : เป็นการแสดงผลของ swf โดยสามารถเลือก transparent เพื่อให้แฟลชใสมองไม่เห็นพื้นหลังได้
HTML alignment : เป็นการปรับตำแหน่ง ซ้าย ขวา บน ล่าง
Scale : เป็นรูปแบบสัดส่วนของ swf โดยเป็นแบบแสดงทั้งหมด, ไม่สนใจขนาดขอบกรอบ, ขนาดฟิตตามกรอบที่วาง swf และสุดท้่าย No scale เป็นการให้วัตถุต่างๆใน swf มีขนาดคงที่ไม่ยืดย่อ ตามขนาดของ swf ที่ถูกปรับขนาด
Flash alignment : เป็นการปรับพิกัดในแนว นอน และ แนวตั้งของ swf เมื่อมีการอาจโดนครอปขนาดเมื่อกรอบมีขนาดลดลงหรือใหญ่ขึ้น
Show warning messages : แสดงคำเตือนเมื่อมีข้อบกพร่อง อย่างเช่นการอ้างอิงของโค้ดไปยังรูปที่ไม่มีอยู่

สำหรับการสร้างไฟล์ swf และอื่นๆ วิธีที่ 2 มีเพียงเท่านี้ สำหรับวิธีถัดไปคือ

3. การสร้างไฟล์ swf และอื่นๆด้วยการเลือกเมนู Export

นอกจาก 2 วิธีที่กล่าวมาแล้ว เรายังสามารถเลือก export ข้อมูลออกไปในรูปแบบต่างๆได้อีก โดยสามารถ export เป็น movie สำหรับภาพขยับ หรือ ไฟล์ image สำหรับภาพนิ่งได้



การเลือกสร้างไฟล์ประเภท movie



ซึ่งจะเป็นทั้งวิดีโอ และภาพขยับเช่น gif animate รวมถึงภาพชนิด sequence ซึ่งจะถูกส่งออกไปจาก flash แบบ ทีละเฟรม

และเราสามารถ export ภาพต่างๆ ได้ดังนี้



สำหรับการสร้างไฟล์และ การสร้างไฟล์เพื่อนำไปใช้มีเพียงเท่านี้ ซึ่งแนะนำว่าให้ลองสร้างไฟล์เอกสารต่างๆมาดู ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง